วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เขาพระวิหาร

เขาพระวิหาร

         ขาพระวิหาร หรือที่หลายๆ คนรู้จักในนาม "ปราสาทเขาพระวิหาร" (Prasat Preah Vihear) และที่ประเทศกัมพูชาเรียกขานว่า "เปรี๊ยะวิเฮียร์" เป็นปราสาทหินตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างบ้านสรายจร็อม อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา และบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้ๆ กับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร  




          ก.ปัญหาเขาพระวิหารตั้งแต่เริ่มต้น
คดีปราสาทพระวิหาร เป็นความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 จากปัญหาการอ้างสิทธิเหนือบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจังหวัดพระวิหาร เกิดจากการที่ทั้งไทยและกัมพูชา ถือแผนที่ปักปันเขตแดนตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502

คดีนี้ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ด้วยคะแนนเสียง ต่อ ท่ามกลางความไม่พอใจของฝ่ายไทย ซึ่งเห็นว่าศาลโลกตัดสินคดีนี้อย่างไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การตัดสินคดีครั้งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องอาณาเขตทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชาในบริเวณดังกล่าวให้หมดไป และยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังต่อมาจนถึงปัจจุบัน

หลังจากกัมพูชาเป็นเอกราช ในวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ประเทศไทยได้เป็นประเทศแรกที่ได้ให้การรับรอง จนมีการตั้งสำนักผู้แทนทางการทูตขึ้นที่กรุงพนมเปญ และสัมพันธภาพก็เจริญมาด้วยดีโดยตลอด จนกระทั่ง พ.ศ. 2501 เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำกรุงลอนดอน ซัมซารี ได้เขียนบทความเกี่ยวกับสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหาร ลงในนิตยสาร "กัมพูชาวันนี้ (le Combodge d'aujourd'hui) " มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุบว่า "ไทยอ้างสิทธิเหนือวิหารนี้ โดยการใช้กำลังทหารเข้ายึดเอาพระวิหาร-อันเป็นการกระทำแบบฮิตเลอร์" จากนั้นมาวิทยุและหนังสือพิมพ์ของกัมพูชาก็ได้พูดถึงเรื่องสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหารนี้อยู่เรื่อย ๆ จนเกิดกระแส "ทวงเขาพระวิหารคืนจากไทย"[1] แต่ยังไม่รุนแรงนัก นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ปล้นสะดมทางชายแดนไทย-กัมพูชาเสมอ ๆ ทำให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผสมเพื่อดำเนินการตรวจสอบเส้นเขตแดน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มทรุดลงอย่างรวดเร็ว

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ประเทศจีนได้ประกาศรับรองกัมพูชา และพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหนุได้เสด็จไปเยือนปักกิ่ง ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ในช่วงระวังการแทรกซึมจากคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดตราดจันทบุรีปราจีนบุรีสุรินทร์บุรีรัมย์ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เหตุการณ์จึงตึงเครียดหนักขึ้น

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2501 มีการเจรจาเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นที่กรุงเทพ แต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ วันที่ กันยายน ปีเดียวกัน ประเทศไทยได้เดินขบวนประท้วงประเทศกัมพูชา และอ้างถึงกรรมสิทธิ์ของไทยเหนือเขาพระวิหาร นอกจากนี้ยังมีการโจมตีระหว่างสื่อไทยและกัมพูชากันอยู่เนื่อง ๆ จนกระทั่งวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501 รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย และความสัมพันธ์ก็เลวร้ายลงจนไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลโลก



         ข.คำพิพากษาศาลโลก 11 พฤศจิกายน 2556
    11 พฤศจิกายน 2556 เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยทั้งประเทศต้องจดจำ เมื่อศาลโลกนัดตัดสินคดีกัมพูชาขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 16.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
     ศาลโลกยืนตามคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารปี 2505 ให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ส่วนเขตแดนให้ไปตกลงกันเอง 2 ประเทศโดยมี UNESCO ดูแล ขณะที่ทูตวีรชัย ชี้ กัมพูชาไม่ได้ในสิ่งที่ร้องขอต่อศาล
            เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (11 พฤศจิกายน 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการ ศาลโลก ได้ออกนั่งบนบัลลังก์เพื่ออ่านคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารแล้ว โดยคณะผู้พิพากษาเริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ของไทย  ซึ่งหลังจากนั้น ประธานศาลโลก ได้เริ่มต้นอ่านคำพิพากษาคดีที่กัมพูชาได้ยื่นร้องขอให้ศาลโลกตีความคดีดังกล่าวในปี 2554 ตามธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 เรื่องข้อพิพาทในพื้นที่ใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยประธานศาลโลก ระบุว่า ศาลโลกมีมติรับคำร้องขอของกัมพูชาที่จะตีความคำพิพากษาปี 2505 ตามรัฐธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 โดยให้พิจารณาตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมา ประกอบกับพยานหลักฐานของแต่ละฝ่าย ซึ่งทำให้ศาลโลก ไม่อาจตีความเกินคำพิพากษาปี 2505 ได้
และเมื่อย้อนกลับไปดูคำตัดสินปี 2505 พบว่า กรณีนี้เป็นประเด็นเขตอำนาจอธิปไตยมากกว่าการกำหนดเขตแดน โดยที่ศาลโลกมีอำนาจรับพิจารณาเฉพาะข้อที่เป็นเหตุที่ไม่ใช่บทปฏิบัติการ และไม่ได้มีแนบในแผนที่ในคำพิพากษาปี 2505 ประกอบกับการนำเหตุการณ์ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เดินทางเยือนปราสาทพระวิหาร โดยมีทางการฝรั่งเศสให้การต้อนรับ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการยอมรับดินแดนทางอ้อม อีกทั้ง การที่คู่ความทั้งสองได้ยอมรับแผนที่ภาคผนวก 1 ทำให้แผนที่ภาคผนวก 1 ถูกบรรจุในสนธิสัญญา สำหรับการที่ขอตีความครั้งนี้ กัมพูชาระบุว่า ขอบเขตพื้นที่พิพาทเล็กมาก ขณะที่ศาลโลกเห็นพ้องว่าพื้นที่พิพาทนี้ก็เล็กมากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาปี 2505 ศาลไม่มีหน้าที่ปักปันเขตแดน เนื่องจากเห็นว่า เป็นเรื่องการกำหนดอธิปไตยมากกว่ากำหนดดินแดน ดังนั้น ศาลโลกจึงเห็นว่า สมควรให้ไทยและกัมพูชาดำเนินการหารือกันเอง เพื่อร่วมรักษามรดกโลกแห่งนี้ให้คงไว้
        ทั้งนี้ หลังจากศาลโลกได้อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น จากนั้น ในเวลา 17.35 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้แถลงข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายรู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาล ซึ่งหลังจากนี้จะไปหารือกับกัมพูชาในคณะกรรมาธิการร่วมฯ ต่อไป พร้อมกับให้ นายวีระชัย พลาศัย ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความของฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่โดย นายวีระชัย พลาศัย ทูตไทยที่เป็นตัวแทนไปสู้คดีเขาพระวิหาร ได้กล่าวว่า ศาลได้ตัดสินว่ามีอำนาจพิจารณาตีความตามคำร้องของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้รับในสิ่งที่มาร้องขอต่อศาล คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งพื้นที่ภูมะเขือ กัมพูชาไม่ได้ เพราะศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน แต่ได้เน้นว่าเป็นพื้นที่เล็กมาก ๆ ซึ่งขณะนี้กำลังคำนวณอยู่ ส่วนพื้นที่ 1 ต่อ 2 แสนตารางกิโลเมตรที่เป็นปัญหากันอยู่นั้น ศาลไม่ได้ตัดสินว่าผูกพันกับไทย ดังนั้นถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ๆ นอกจากนี้ นายวีระชัย ยังระบุด้วยว่า ศาลโลกได้แนะนำให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาร่วมกันดูแลเขาพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลก
        นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชา กล่าวภายหลังเดินทางกลับถึงไทยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (13 พ.ย.) ว่า ขอให้คนไทยเปิดรับฟังข้อมูลรอบด้าน โดยยืนยันว่า กัมพูชาไม่ได้ในสิ่งที่ขอศาลใน 2 ประเด็นคือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และศาลไม่ได้ตัดสินให้เส้นเขตแดนในแผนที่ 1: 200,000 เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศตามที่กัมพูชาร้องขอ จึงไม่อยากให้มองว่าใครเป็นผู้แพ้ หรือชนะ เพราะทั้ง 2 ประเทศจะต้องหารือร่วมกันต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556









นาจิบ'ชนะขาดเลือกตั้งมาเลย์ตั้งรบ.ได้
'นาจิบ'ชนะขาดเลือกตั้งมาเลย์ ได้ส.ส.เกินครึ่งสามารถตั้งรัฐบาลได้แล้วโพสต์เฟซบุ๊กปัดขนคนไปลงคะแนน หลังโลกออนไลน์กระหึ่มต่างด้าวเข้าคูหาเพียบ
    ผู้สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายค้านในมาเลเซียออกไปใช้สิทธิ์จำนวนมากเป็นประวัติศาสตร์เกือบ 80% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 13.3 ล้านคน ทำให้การแข่งขันระหว่างสองฝ่ายเป็นไปอย่างคู่คี่สูสี ขณะเดียวกันก็มีการรายงานพบชาวต่างชาติสวมรอยใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ภาคประชาชนจับตาเต็มที่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (5 พ.ค.) ว่า ชาวมาเลเซียราว 10.6 ล้านคน หรือประมาณ 80% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง 13.3 ล้านคนในมาเลเซียออกไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งทั่วไป ที่ถือเป็นการกำหนดชะตาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศ และเป็นการแย่งชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 222 ที่นั่ง และสมาชิกสภาแห่งรัฐรวม 12 รัฐ อีก 505 ที่นั่งอย่างคู่คี่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ 56 ปีของมาเลเซีย
 การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาล บาริซาน นาเซียนัล หรือกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้สูงอายุในมาเลเซีย กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนกลุ่มปากาตัน รัคยัต หรือภาคีประชาชน และวัดกันว่าฝ่ายใดจะได้ที่นั่ง 112 ที่นั่ง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนเก้าอี้ ส.ส. 222 ที่นั่งก่อนกัน และพรรคที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น ต้องได้ที่นั่งรวมทั้งหมด 2 ใน 3 หรือ 148 ที่นั่ง
           หลังจากการใช้สิทธิ์ นายราซัคได้โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า เวลาสำหรับการลงคะแนนเสียงหมดลงแล้ว ขอบคุณที่แสดงความรับผิดชอบในฐานะชาวมาเลเซีย การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างราบรื่นแต่ก็มีเสียงร้องเรียนจากผู้ใช้สิทธิ์บางคน ที่บอกว่าชื่อของพวกเขาถูกขีดทิ้ง เพราะมีคนมาสวมสิทธิ์เลือกตั้งไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาอีกมาก กรณีชาวต่างชาติถูกจับได้ในขณะพยายามไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และมีข่าวลือแพร่สะพัดในโลกสังคมออนไลน์และข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอสว่าพบชาวต่างชาติจำนวนมากอยู่ตามคูหาเลือกตั้งทั่วประเทศ

           จนกระทั้งล่าสุดเวลา  23.53 น. ประธานคณะกรรมการเลือกตั้งมาเลเซียได้ประกาศว่าจนถึงขณะนั้น มีการนับคะแนนแล้ว ปรากฎว่า ส.ส.จากพรรคแนวร่วมแห่งชาติได้ที่นั่งทั้งหมด 112 ที่นั่ง เกินครึ่งหนึ่งที่ต้องการนั้นคือ 111 ที่นั่ง จากที่นั่งทั้งหมด 222 ที่นั่ง นั้นคือสามารถจัดตั้งรัฐบาลแล้ว